เดือนตุลาคม เมืองไจปุระในอินเดียเต็มไปด้วยกลิ่นขนมหวานและสีสันสดใส ร้านค้าเต็มไปด้วยโคมดีปาวลีสีสวยงาม ดอกไม้ประดับ และผงสีสำหรับวาดรังโกลี
อาหยานอายุเก้าขวบวิ่งผ่านตลาดไปกับพ่อ ตากลอกไปทางโน้นทีทางนี้ที
“อยากได้โคมอันนั้น!” เขาชี้ไปที่โคมสีทองรูปดอกบัวแขวนอยู่หน้าร้าน
“แพงนะ” พ่อบอก
“แต่สวยมากเลยพ่อ ปีนี้อยากให้บ้านเราสวยที่สุดในซอย”
พ่อยิ้ม “ดิวาลีไม่ใช่การแข่งว่าใครสวยที่สุดนะอาหยาน”
“แล้วดิวาลีคืออะไรล่ะพ่อ?”
พ่อหยุดเดิน หันมามองลูกชายด้วยแววตาที่ลึกซึ้ง “มาคุยกันที่บ้านดีกว่า”
คืนนั้น ทั้งครอบครัวนั่งล้อมวงบนพื้นห้องนั่งเล่น ย่าอัมมาซึ่งอายุแปดสิบเอ็ดปีนั่งบนเก้าอี้ไม้เก่า มือที่เหี่ยวย่นยกโคมดินเผาเล็กๆ ขึ้นมาถือ
“ดิวาลีเริ่มมาจากเรื่องราวของพระราม” ย่าอัมมาเล่า “หลังจากชนะยักษ์ราวณะและพาพระนางสีดากลับบ้าน ชาวเมืองต่างจุดโคมเพื่อต้อนรับ แสงโคมนับล้านดวงแทนความชื่นชมยินดี”
“แต่ทำไมถึงจุดทุกปีล่ะย่า?” อาหยานถาม
“เพราะทุกปี ความมืดก็ยังคงมีอยู่” ย่าตอบ “และทุกปี เราต้องเตือนตัวเองว่าแสงสว่างนั้นแรงกว่าเสมอ ไม่ว่าความมืดจะใหญ่โตแค่ไหน โคมดวงเดียวก็ยังสว่างได้”
อาหยานมองโคมดินเผาเล็กๆ ในมือย่าและรู้สึกว่ามันงามกว่าโคมทองในตลาดมาก
วันถัดมา อาหยานช่วยแม่ทำขนมลาดู ป้อมกลมๆ ทำจากแป้งถั่วกับน้ำตาลโตนด ขณะที่นวดแป้งอยู่ เขาก็มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นบ้านของอากาชเพื่อนบ้านวัยเดียวกัน
บ้านนั้นเงียบกว่าปกติ ไม่มีโคมแขวน ไม่มีสีสัน ไม่มีการเตรียมงาน
“อากาชเป็นอะไรครับแม่?” อาหยานถาม
แม่หยุดนวดแป้ง “พ่อของอากาชป่วยหนักอยู่ที่โรงพยาบาล เงินในบ้านหมดไปกับค่ารักษา”
อาหยานเงียบไปสักพัก มองลงที่แป้งในมือ
“แม่ครับ เราทำลาดูได้เยอะไหม?”
“ทำไมล่ะ?”
“อยากเอาไปให้อากาชครับ”
คืนดิวาลีมาถึง ทั้งซอยสว่างไสวไปด้วยโคมนับร้อยนับพัน เสียงประทัดดังเป็นระยะ กลิ่นควันดินปืนผสมกับกลิ่นดอกดาวเรืองที่ชาวบ้านโรยตามทาง
บ้านของอาหยานตกแต่งสวยงาม แม่ทำรังโกลีสีสวยหน้าบ้าน พ่อแขวนโคมตลอดแนวระเบียง และอาหยานช่วยจุดโคมดินเผาเล็กๆ เรียงรายไปตามขั้นบันได
แต่ก่อนที่ครอบครัวจะนั่งรวมกัน อาหยานหยิบกล่องลาดูที่เตรียมไว้ เดินไปเคาะประตูบ้านอากาช
อากาชเปิดประตูมาด้วยหน้าตาซีดเซียว
“นี่ครับ” อาหยานยื่นกล่องให้ “แม่ทำไว้เยอะมาก กินคนเดียวไม่หมดหรอก”
อากาชรับกล่องไว้ด้วยมือสั่นเล็กน้อย
“แล้วก็นี่ด้วย” อาหยานหยิบโคมดินเผาสองดวงออกมาจากกระเป๋า “เอาไปจุดหน้าบ้านนะ คืนนี้ทุกบ้านต้องมีแสงไฟ”
อากาชมองโคมแล้วก็มองเพื่อน น้ำตาไหลลงมาโดยไม่ตั้งใจ “ขอบคุณ”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก” อาหยานพูด “เพื่อนทำแบบนี้ให้กันได้”
เขาช่วยอากาชจุดโคมหน้าบ้าน แสงเล็กๆ สองดวงสว่างขึ้นในความมืด
เมื่อกลับมาบ้าน พ่อยืนรออยู่ที่ประตู มองลูกชายด้วยแววตาที่อาหยานจำไม่ได้ว่าเคยเห็นมาก่อน
“เห็นที่ลูกทำแล้ว” พ่อพูดเบาๆ
“ผมเอาโคมไปให้อากาชสองดวงครับ บ้านเราก็ยังมีเหลืออยู่เยอะ”
พ่อโอบไหล่ลูกชาย “ตอนที่พ่อบอกว่าดิวาลีไม่ใช่การแข่งว่าใครสวยที่สุด ลูกรู้แล้วหรือยังว่าพ่อหมายถึงอะไร?”
อาหยานมองออกไปที่แสงโคมทั่วซอย แล้วก็มองมาที่แสงโคมสองดวงเล็กๆ หน้าบ้านอากาช
“รู้แล้วครับ” เขาตอบ “แสงที่สว่างที่สุดไม่ใช่แสงโคมทองหรือไฟประดับ แต่คือแสงที่เราให้กันครับ”
พ่อพยักหน้า แล้วก็จูงมือลูกชายกลับเข้าบ้าน
ข้างนอก แสงโคมนับพันดวงสว่างไสวทั่วเมืองไจปุระ และในบรรดาแสงเหล่านั้น แสงสองดวงเล็กๆ หน้าบ้านอากาชนั้นดูสว่างกว่าทุกดวงในสายตาของอาหยาน